ภาพรวมวิธีการรักษา/โรคที่รักษา

เกี่ยวกับการรักษาที่คลินิกของเรา

คลินิกเราดำเนินการรักษาเกี่ยวกับโรคทางกระดูกสันหลังต่างๆ เช่น โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทและอื่นๆโดยรักษาแบบผู้ป่วยนอกที่สามารถกลับบ้านได้ในวันเดียวหลังการรักษาและมีการล่วงล้ำเข้าสู่ร่างกายน้อยทดแทนวิธีการรักษาแบบผ่าตัดแบบเดิม อีกทั้งเรายังนำเสนอวิธีการรักษาที่เป็นพื้นฐานทางการแพทย์และมีรายงานผลว่ามีประสิทธิภาพโดยกลุ่มการประชุมสัมนาทางวิชาการ มีความปลอดภัยสูงและเป็นการรักษาหมอนรองกระดูกสันหลังที่ทางยุโรปและอเมริกาเหนือใช้รักษาคนไข้
เราใช้ความพยายามและเวลากว่าสองปีในการนำเอาวิธีการรักษาที่ต่างประเทศใช้นี้เข้ามาใช้จนมั่นใจได้ว่าเป็นการรักษาที่ได้รับความพึงพอใจจากคนไข้ในแถบเอเชียรวมถึงประเทศญี่ปุ่น คลินิกของเรามีวิธีการรักษาทั้งหมด 5 วิธี ในแต่ละวิธีก็มีลักษณะเด่นต่างๆและเพื่อให้ทำความเข้าใจได้ง่ายเราจึงทำสรุปข้อมูลเริ่มจากประวัติการรักษา โรคที่รักษาและการเปรียบเทียบกับวิธีแบบผ่าตัดดังต่อไปนี้

ภาพรวมวิธีการรักษา

  • วิธีการรักษาแบบ DST (Discseel™)

    การรักษาหมอนรองกระดูกสันหลังที่เริ่มมีมาตั้งแต่ปี 2010 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา วิธีนี้สามารถรักษาโรคได้หลายหลายประเภทรวมถึงผู้ป่วยที่มีปัญหาหลังการผ่าตัดด้วยและเป็นเพียงวิธีเดียวที่สามารถ “ ซ่อมแซมและฟื้นฟูหมอนรองกระดูกสันหลัง ” ได้

    รายละเอียดคลิกที่นี่
  • วิธีการรักษาแบบ PIDD (Implant)

    การรักษาแบบปลูกฝังเข้าไปในหมอนรองกระดูกสันหลังที่เริ่มมีมาตั้งแต่ปี 2000 ประสิทธิภาพที่ได้จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อหมอนรองกระดูกสันหลังเช่นเดียวกับวิธีแบบ PLDD วิธีนี้เหมาะสำหรับการรักษาโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทเท่านั้น

    รายละเอียดคลิกที่นี่
  • วิธีการรักษาแบบ ไฮบริดเลเซอร์

    การรักษาที่รวมข้อดีของวิธีการรักษาแบบ PLDD และ PODD เข้าด้วยกัน วิธีนี้เหมาะสำหรับการรักษาโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทเท่านั้น

    รายละเอียดคลิกที่นี่
  • วิธีการรักษาแบบ PODD (โอโซน)

    การรักษาหมอนรองกระดูกสันหลังด้วยโอโซนที่ใช้รักษากันอย่างแพร่หลายในแถบยุโรปตั้งแต่ปี 1990 วิธีนี้สามารถรักษาโรคได้หลากหลายประเภท

    รายละเอียดคลิกที่นี่
  • วิธีการรักษาแบบ PLDD (เลเซอร์)

    การรักษาหมอนรองกระดูกสันหลังด้วยเลเซอร์แบบผู้ป่วยนอกเริ่มมีมาตั้งแต่ปี 1980 และเป็นวิธีการรักษาหลักๆที่ใช้ในประเทศญี่ปุ่น วิธีนี้เหมาะสำหรับการรักษาโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทเท่านั้น

    รายละเอียดคลิกที่นี่
         

ตารางแสดงวิธีการรักษาและโรคที่รักษาได้ของคลินิก

ตารางแสดงวิธีการรักษาและโรคที่รักษาได้ของคลินิก วิธีการรักษาแบบ DST
(Discseel™)
วิธีการรักษาแบบ PIDD
(Implant)
การรักษาแบบไฮบริดเลเซอร์ วิธีการรักษาแบบ PODD
(Ozone)
วิธีการรักษาแบบ PLDD
(Laser)
โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท
โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ - - -
โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม - - -
โรคกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อน - - - -
โรคกระดูกสันหลังแตกหักและเคลื่อน - - - -
โรคกระดูกสันหลังแตกหัก - - - -
ภาวะกระดูกสันหลังส่วนเอวไม่มั่นคง - - - -
โรคกระดูกสันหลังส่วนเอวคด - - - -

ตารางเปรียบเทียบของแต่ละวิธีการรักษารวมทั้งวิธีการผ่าตัด

วิธีการรักษา วิธีการรักษาแบบ DST (Discseel™) วิธีการรักษาแบบ PIDD(Implant) การรักษาแบบไฮบริดเลเซอร์ วิธีการรักษาแบบ PODD(Ozone) วิธีการรักษาแบบ PLDD(Laser) MED (การผ่าตัดหมอนรองกระดูกสันหลังด้วยกล้องเอ็นโดสโคป) การผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังและการผ่าตัดลดแรงดัน
อัตราการเกิดซ้ำ (ภายใน 2 ปี หลังการรักษา) ต่ำมาก ต่ำ สูง สูง สูง สูง สูงมาก
ผลการซ่อมแซม/ฟื้นฟูหมอนรองกระดูกสังหลัง ได้ ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ได้
ความเสียหายต่อหมอนรองกระดูกสันหลังหลังการรักษา ไม่มี เล็กน้อย มี เล็กน้อย มี มี มี
ระยะเวลาการรักษาในโรงพยาบาล ผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยนอก ประมาณ 7 วัน ประมาณ 21 วัน
ความจำเป็นในการมาโรงพยาบาลเป็นประจำ ไม่จำเป็น ไม่จำเป็น ไม่จำเป็น ไม่จำเป็น ไม่จำเป็น จำเป็น จำเป็น
การครอบคลุมของประกันสุขภาพ × × × × ×

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับข้อแตกต่างระหว่างการรักษาของคลินิกเรากับวิธีการผ่าตัด

  • question

    ความเสี่ยงระหว่างการรักษาแบบผู้ป่วยนอกของคลินิกเรากับวิธีการผ่าตัด

    answer

    การผ่าตัดแบบทั่วไปคือการเหลากระดูกแล้วยึดด้วยสกรูภายใต้การดมยาสลบโดยใช้เครื่องช่วยหายใจ หากมีอาการปวดมากก็อาจจะใช้สารเสพติดร่วมด้วย ผู้สูงอายุที่ไม่มีพละกำลังก็จะอยู่ในสภาพนอนติดเตียงและเริ่มทำกายภาพฟื้นฟูหลังผ่าตัดได้ช้า ผู้ที่มีโรคทางอายุรกรรม (โรคเบาหวาน โรคถุงลมโปร่งพอง โรคลิ้นหัวใจตีบ โรคเส้นเลือดในสมองตีบ) อาจจะมีความเสี่ยงเรื่องโรคแทรกซ้อนเช่น การติดเชื้อบริเวณสกรูหลังผ่าตัด ปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจตาย โรคเส้นเลือดในสมองตีบ เป็นต้น
    แม้แต่ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงก็อาจจะมีความเสี่ยงเรื่องความเสียหายต่อเส้นประสาทได้และแม้ว่าจะเป็นวิธีการผ่าตัดเอาส่วนของหมอนรองกระดูกสันหลังที่เคลื่อนออกไปได้แบบง่ายๆแต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เกิดอัมพาต
    การรักษาของคลินิกเราเป็นการสอดเข็มขนาด 0.8~1.0 มม. เข้าไปในหมอนรองกระดูกสันหลังภายใต้การใช้ยาชาเฉพาะที่ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคทางอายุรกรรมก็สามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างปลอดภัย ระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับร่างกายก็มีเพียงเล็กน้อยคล้ายกับการถอนฟันเท่านั้น
    อีกทั้งมีการใช้เครื่องฟลูออโรสโคปร่วมด้วยเพื่อไม่ให้เข็มที่สอดเข้าไปสัมผัสโดนเส้นประสาท เนื่องจากเราคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอย่างมากเครื่องฟลูออโรสโคปที่คลินิกเราใช้จึงเป็นเครื่องที่สามารถสะท้อนภาพออกมาได้ความละเอียดและคมชัดสูงเช่นเดียวกับการใช้สายสวนหลอดเลือดหัวใจ หากเข็มที่สอดเข้าไปสัมผัสโดนเส้นประสาทจะเกิดอาการชาชั่วคราวแต่เกิดขึ้นน้อยครั้งมากเพราะเป็นเข็มขนาดเล็กจึงเกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทในระดับที่ทำให้บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยได้ยาก

  • วัสดุในการรักษาของเรา
  • วัสดุในการรักษาในอดีต
  • question

    เหลือรอยแผลหลังการรักษามากน้อยแค่ไหน?

    answer

    เนื่องจากใช้เข็มขนาดเพียง 0.8 มม. ในวันถัดไปจึงแทบจะมองไม่เห็นรอยแผล

  • question

    ระยะเวลาที่จะเห็นผลลัพธ์ระหว่างการรักษาแบบผู้ป่วยนอกของทางคลินิกกับการรักษาแบบผ่าตัดทั่วไป

    answer

    การผ่าตัดเป็นการรักษาทางกายภาพที่ตัดโครงสร้างหรือกระดูกที่ผิดรูปทิ้ง หลังผ่าตัดอาการปวดขาจะดีขึ้นโดยใช้เวลาประมาณ 1-3 สัปดาห์ แต่การรักษาอาการปวดหลังแบบผู้ป่วยนอกของคลินิกเรานั้นหลังรักษาอาการจะค่อยๆดีขึ้นตามระยะเวลา การรักษาด้วยวิธี DST เป็นการรักษาที่ต้นเหตุซึ่งจะทำให้อาการดีขึ้นได้จากการซ่อมแซมฟื้นฟูหมอนรองกระดูกสันหลังที่เกิดความเสียหายอันเป็นสาเหตุของโรคทางกระดูกสันหลัง ระยะเวลาก็แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลบางกรณีอาจจะใช้เวลานานถึงหกเดือนในการฟื้นฟูโครงสร้างของหมอนรองกระดูกสันหลัง

  • question

    ความแตกต่างของอัตราการเกิดซ้ำระหว่างการรักษาแบบผู้ป่วยนอกของทางคลินิกกับการรักษาแบบผ่าตัดทั่วไป

    answer

    การผ่าตัดเริ่มขึ้นเมื่อปี 1960 เป็นการตัดโครงสร้างที่ผิดรูปหรือเคลื่อนทิ้งและเชื่อมยึดไว้ แต่ไม่ใช่วิธีการรักษาที่ต้นเหตุและสกรูที่ใช้ยึดอาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่อกระดูกขึ้นใหม่ได้จึงเป็นปัญหาเรื่องการเกิดซ้ำและอาการปวดหลังปวดเอวใหม่ๆเกิดขึ้น
    ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการรักษาที่ต้นเหตุขึ้นในปี 1980 และคลินิกเราก็ได้เริ่มต้นการรักษาหมอนรองกระดูกสันหลังซึ่งเป็นการรักษาที่ต้นเหตุขึ้นเช่นกัน ปัจจุบันวงการแพทย์ก้าวหน้ามากไม่ว่าจะการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell) หรือ DST โดยเฉพาะ DST ที่มีการยอมรับผลว่าสามารถซ่อมแซมฟื้นฟูได้ไม่ใช่เพียงแค่ทำให้อาการดีขึ้น แต่อัตราการเกิดซ้ำก็ลดลงด้วยเช่นกัน